ในระบบเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน การค้าระหว่างประเทศเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนความเจริญก้าวหน้าของธุรกิจต่างๆ การจัดเตรียมเอกสารที่ถูกต้องและเหมาะสมเป็นสิ่งที่ช่วยให้การดำเนินงานทางการค้าสมบูรณ์แบบและลดความเสี่ยงในกระบวนการธุรกรรมระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย Proforma Invoice และ Commercial Invoice เป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ในบริบทนี้ ซึ่งแม้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่มีความแตกต่างในเชิงวัตถุประสงค์ การใช้งาน และบทบาทในกระบวนการทางกฎหมายและศุลกากรอย่างชัดเจน บทความนี้จะนำเสนอความแตกต่างเหล่านี้ในมุมมองที่ลึกซึ้งและครอบคลุม
ความหมายและนิยาม
• Proforma Invoice คือเอกสารเบื้องต้นที่ผู้ขายออกให้แก่ผู้ซื้อเพื่อเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า บริการ ราคา และเงื่อนไขการชำระเงิน เอกสารนี้ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือข้อผูกมัดทางการเงิน แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ซื้อพิจารณาและตัดสินใจก่อนการทำสัญญา โดยถือเป็น "คำมั่น" ที่ยังไม่เป็นทางการสำหรับการทำธุรกรรมทางการค้า
• Commercial Invoice คือเอกสารทางการค้าที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย ซึ่งผู้ขายออกให้แก่ผู้ซื้อเพื่อตรวจสอบและเรียกเก็บเงินสำหรับสินค้าและบริการที่ได้ทำการขายและส่งมอบแล้ว นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการประเมินภาษีและค่าธรรมเนียมในกระบวนการศุลกากร โดยข้อมูลในเอกสารนี้ต้องครบถ้วนและถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมายระหว่างประเทศ
วัตถุประสงค์
• Proforma Invoice
○ เพื่อเสนอรายละเอียดสินค้า บริการ และเงื่อนไขการค้าล่วงหน้า
○ ใช้เป็นเครื่องมือในการเจรจาต่อรองด้านราคาและเงื่อนไขการชำระเงิน
○ ช่วยให้ผู้ซื้อสามารถคาดการณ์ค่าใช้จ่ายและตัดสินใจก่อนการยืนยันคำสั่งซื้อ
• Commercial Invoice
○ ใช้เป็นหลักฐานทางการเงินและกฎหมายในธุรกรรมการขาย
○ เป็นเอกสารที่ใช้ในการเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อ
○ เป็นเอกสารสำคัญในกระบวนการศุลกากร โดยใช้ประเมินภาษีและค่าธรรมเนียมการนำเข้าส่งออก
ขั้นตอนและกระบวนการออกเอกสาร
• Proforma Invoice
○ จัดทำในขั้นตอนแรกก่อนที่ผู้ซื้อจะยืนยันคำสั่งซื้อ
○ ระบุรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง เช่น ชื่อสินค้า ปริมาณ ราคา เงื่อนไขการขนส่ง และการชำระเงิน
○ ไม่มีการลงลายมือชื่อหรือข้อมูลที่มีผลบังคับทางกฎหมาย
• Commercial Invoice
○ จัดทำหลังจากการยืนยันคำสั่งซื้อและการจัดส่งสินค้า
○ ต้องมีข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง เช่น หมายเลขใบแจ้งหนี้ รายละเอียดสินค้า มูลค่ารวม ที่อยู่ของผู้ซื้อและผู้ขาย เงื่อนไขการชำระเงิน และข้อมูลการขนส่ง
○ ลงลายมือชื่อเพื่อให้มีผลผูกพันตามกฎหมาย
บทบาทในกระบวนการศุลกากร
• Proforma Invoice
○ ใช้เป็นเอกสารเบื้องต้นสำหรับการประมาณการค่าใช้จ่าย เช่น ภาษีและค่าขนส่ง
○ ไม่มีบทบาททางกฎหมายในกระบวนการศุลกากร
○ ไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันการชำระเงินหรือการส่งออกสินค้าได้
• Commercial Invoice
○ เป็นเอกสารที่ศุลกากรใช้ในการตรวจสอบมูลค่าสินค้าเพื่อประเมินภาษีและค่าธรรมเนียม
○ ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายและข้อบังคับระหว่างประเทศ
○ ใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินการพิธีการศุลกากรทั้งในประเทศต้นทางและประเทศปลายทาง
รายละเอียดข้อมูลที่ต้องระบุ
• Proforma Invoice
○ รายละเอียดสินค้า เช่น ชื่อ ปริมาณ และราคา
○ เงื่อนไขการชำระเงินและการขนส่ง
○ ไม่มีความจำเป็นต้องระบุหมายเลขใบแจ้งหนี้หรือข้อมูลทางกฎหมายอื่นๆ
• Commercial Invoice
○ รายละเอียดสินค้าอย่างครบถ้วน เช่น ชื่อสินค้า ปริมาณ ราคา มูลค่ารวม
○ หมายเลขใบแจ้งหนี้ ชื่อและที่อยู่ของผู้ซื้อและผู้ขาย
○ ข้อมูลการขนส่ง เงื่อนไขการชำระเงิน และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการประเมินศุลกากร
ตัวอย่างสถานการณ์การใช้งาน
• Proforma Invoice
○ ผู้ขายต้องการเสนอรายละเอียดสินค้าและเงื่อนไขการชำระเงินแก่ผู้ซื้อเพื่อการพิจารณาก่อนการสั่งซื้อ
○ ผู้ซื้อใช้เอกสารนี้เพื่อขออนุมัติจากหน่วยงานภายในองค์กรหรือธนาคารเพื่อการอนุมัติสินเชื่อ
• Commercial Invoice
○ ผู้ขายออกเอกสารนี้เมื่อมีการจัดส่งสินค้าเสร็จสิ้นเพื่อเรียกเก็บเงินจากผู้ซื้อ
○ ศุลกากรใช้เอกสารนี้ในการตรวจสอบและประเมินภาษีในกระบวนการนำเข้าสินค้า
บทสรุป
ทั้ง Proforma Invoice และ Commercial Invoice มีความสำคัญในกระบวนการค้าระหว่างประเทศ แม้จะมีลักษณะบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน แต่ทั้งสองมีบทบาทเฉพาะที่ไม่สามารถทดแทนกันได้ การเข้าใจความแตกต่างในวัตถุประสงค์และการใช้งานของเอกสารทั้งสองนี้จึงมีความจำเป็นสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการบริหารจัดการธุรกรรมทางการค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ความรู้ดังกล่าวช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความมั่นใจในกระบวนการทางธุรกิจและศุลกากร อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในตลาดโลก
เขียนและเรียบเรียงโดย : บริษัท โปรซอฟท์ ซีอาร์เอ็ม จำกัด | 24 มกราคม 2568